knoozz.com

เทคนิคป้องกันพ่อแม่ปะทะอารมณ์ลูก

by on Oct.27, 2011, under Uncategorized

201011265350450.jpg

พ่อแม่บางคนมองว่าบทบาทพ่อแม่นั้นต้องแสดงอย่างจริงจ ัง และเข้มข้น เพื่อให้ลูก ๆ ยอมรับนับถือ จึงเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ใช้พลังมากเกินไป” เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ และทำให้เด็ก ๆ ขาดพื้นที่ในการแสดงความเป็นตัวตนของเขา พ่อแม่ที่เข้มงวด และจำกัดการแสดงออกกจะทำให้เด็กต้องไปหาพื้นที่อื่นใ นการเปิดเผยตัวตนของเขา โดยอาจจะเป็นกลุ่มเพื่อน หรือโลกอินเทอร์เน็ต ยิ่งการที่พ่อแม่ไปกำหนดว่า “ลูกของฉันจะต้องไม่เป็นแบบ..หรือแบบ…” จะทำให้เด็ก ๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ว่าวันใดวันหนึ่งเขาอาจทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เมื่อเขาอาจจะเผลอทำผิดพลาดขึ้นมาสักวัน

ใช้การคุยให้เป็นประโยชน์

การคุยที่สร้างสรรค์กับลูกช่วงวัยรุ่นไม่ใช่การเปิดฉ ากเล่า ประสบการณ์ของพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นการตั้งคำถามเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงค วามคิดเห็นในประเด็น ต่าง ๆ เช่น ยาเสพติด ความรักกับเพื่อนต่างเพศ ฯลฯ


ระวังประโยคชวนฟิวส์ขาด

ในกรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเริ่มมีปัญหา การเอ่ยประโยคชวนฟิวส์ขาด เช่น “ตอนที่พ่อแม่อายุเท่าลูกเนี่ยนะ…..” มีโอกาสทำให้สถานการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าประสบการณ์ในอดีตของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ไม่มี คุณค่า แต่การนำเรื่องราวในอดีตที่คุณคิดว่าดีมาเปรียบเทียบ กับพฤติกรรมของลูกใน ช่วงวัยรุ่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก และสามารถสร้างรอยร้าวลึกในหัวใจเด็ก ๆ ได้หากพ่อแม่ใช้อย่างไม่ระวัง ในจุดนี้พึงเข้าใจด้วยว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตอนที่พ่อแม่ยังเด็ก ๆ กับ ณ เวลาปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เด็กสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ มีโทรศัพท์มือถือ มีเพื่อนใน Hi5 มียูทูบ เพลงที่ลูกฟังในปัจจุบันก็อาจไม่เหมือนกับเพลงที่พ่อ แม่ฟังในช่วงอายุเดียว กันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการจะคุยกันให้เข้าใจได้นั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อ แม่ที่ต้องตระหนักรู้ให้ได้ว่า ในช่วงอายุของลูกนั้นเขาจะได้พบกับอะไรบ้าง


ทิ้งความเยือกเย็นเมื่อไร แย่แน่

ไม่ว่าจะเจอปัญหาที่ยุ่งยากเพียงใด หรือว่าคุณจะอยากตีลูกตัวดีสักป้าบ ฯลฯ แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องใจเย็นเข้าไว้ เพราะการที่พ่อแม่ “หลุด” นั่นหมายถึงคุณพร้อมจะปล่อยข้อความผรุสวาทมากมายตามม า และทำให้ความสัมพันธ์กับลูก ๆ เลวร้ายลงไปอีก ทางแก้คือ หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต อาจเดินหนีไปอยู่คนละห้อง หาเวลาอยู่เงียบ ๆ สักพัก หายใจเข้าออกยาว ๆ สงบสติอารมณ์ ไปอาบน้ำ ไปทำกับข้าว ก่อนจนอารมณ์ดีค่อยกลับมาคุยกันใหม่


ฟังลูกบ้าง

ในจุดนี้คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจต้องยอมรับว่า อาจมีบางครั้งที่คุณฟังลูกเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องราวของเขามากนัก และเด็กบางคนก็มีปัญหาตรงที่ว่าเขาไม่สามารถจะบอกเล่ าเรื่องราวได้อย่างที่ ใจเขาต้องการ เพราะฉะนั้น การพูดและการคุยระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (ในร่างผู้ใหญ่) ก็จำเป็นต้องใช้ใจร่วมด้วย พยายามเข้าใจในสารที่ลูกพยายามจะสื่อ เพราะการรับฟังปัญหาของลูกถือเป็นอีกหนึ่งของขวัญที่ ยิ่งใหญ่ที่คนเป็นพ่อ แม่ทุกคนสามารถมอบให้กับลูกได้


อย่ายอมแพ้

บางครั้งการปะทะคารมกับลูกวัยรุ่นที่กำลังหลงผิดในกั บสิ่งยั่วยุต่าง ๆ อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ยอมแพ้เสียทีก็ดีเหมือนกัน แต่มันจะไม่ใช่เรื่องดีเลย หากพ่อแม่ยอมแพ้และปล่อยให้ลูกเดินต่อไปในทางที่มืด และเลวลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ที่ดีไม่ควรล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนลูกใ ห้ตั้งมั่นอยู่ในทางที่ ถูกต้อง


ลงโทษเมื่อไร

หากพบว่าลูกกระทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม พ่อแม่มีสิทธิทุกประการที่จะยับยั้ง และทำให้มันยุติลงให้ได้ อย่ากลัวหากจะต้องลงโทษลูกของตัวเองให้เขาสำนึกในควา มผิดนั้น ๆ หรือหากจำเป็นก็ควรขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ


ยืดหยุ่น

เพราะแนวทางในการดูแลลูกวัยรุ่นให้อยู่กับร่องกับรอย ก็คือการให้เขา ได้มีสิทธิเลือก ได้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นพ่อแม่อาจต้องยืดหยุ่นต่อกฎต่าง ๆ มากขึ้น ปรับเทคนิคการพูดให้เหมาะสม เพื่อให้พ่อแม่ยังคงเป็นพ่อแม่ที่น่ารักของลูก ๆ วัยรุ่นอยู่ได้ เช่น หากพ่อแม่ต้องการให้เด็ก ๆ ช่วยไปทิ้งขยะ (โดยที่ลูก ๆ ไม่ค่อยอยากช่วยเท่าไร) คงไม่ดีแน่หากจะใช้การออกคำสั่งเสียงเขียวว่า “เอาขยะไปทิ้งเดี๋ยวนี้นะ” แต่หากลองใช้ประโยคที่ว่า “วันนี้ตาลูกไปทิ้งขยะแล้ว จะไปทิ้งขยะตอนนี้หรือจะไปหลังจากทานข้าวเสร็จ” ลูกฟังจบเขาจะพบว่ามีทางให้เขาเลือก และเขาก็จะเลือกทางที่เขาต้องการ และสุดท้าย หากพ่อแม่พบว่าเขายังไม่ทำงานที่รับมอบหมายเสียที คุณก็ยังสามารถยกสิ่งที่เขาเคยตอบขึ้นมาอ้างได้ด้วย “ลูกบอกแม่ว่าจะไปทิ้งขยะหลังจากทานข้าวเสร็จใช่ไหม” แค่คำพูดนี้ก็สามารถทำให้เด็กออกไปทิ้งขยะได้โดยที่ไ ม่รู้สึกแย่แล้วค่ะ

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.